:::: MENU ::::
  • 21:34
หัวใจเทียมที่ทำงานได้เอง ;Professor Alain Carpentier 

จาก ค.ศ. 1940 สู่หัวใจเทียม แต่ใช้ได้จริง
หัวใจเทียม ผลงานของ ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส Alain Carpentier รังสรรค์จากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างชีวะวัตถุกับสุดยอดตัวรับสัญญาณ อิเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักและขนาดเท่าของจริง และที่สำคัญคือ มันทำงานได้จริงกับมนุษย์

ภายในปี ค.ศ. 2015 คงจะได้เห็นจำหน่ายในสหภาพยุโรปเป็นที่แรก เงินดอลลาร์ยูโร ราคาอยู่ที 140,000 ถึง 180,000 ดอลลาร์ยูโร  คิดเป็น เงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ราวๆ 190,000 ถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 6,000,000 บาท 7,900,000 บาท ใครจะใช้ต้องเตรียมเงินไว้เยอะๆหน่อยล่ะกัน

หัวใจเทียม Artificial heart ;Professor Alain Carpentier 
The first self-regulating artificial heart

In 2013, French Professor Alain Carpentier engineered the first self-regulating artificial heart, using biomaterials and electronic sensors. The device weighed 900g, was roughly the same size as a real heart and could imitate its functions exactly. In a 10-hour operation, it was successfully implanted within a 75-year-old patient at the Georges Pompidou European Hospital in Paris.*

Permanent artificial hearts had been around since 1982, with similar inventions that preceded them going back to the 1940s. Unlike previous versions, however, Carpentier's invention was the first to be completely artificial and self-regulating. Electronic sensors and microprocessors could monitor blood pressure and flow in real time – instantly adjusting the pulse rate – while a "pseudo-skin" made of biosynthetic, micro porous materials could prevent blood clots, which had been a major issue in the past. By 2015, after a period of clinical trials, it is available within the European Union, priced between 140,000 and 180,000 euros (about US$190,000 to $250,000).*

 
  • 20:33
เครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 D
ก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับชีวิต เรากำลังจะมีพริ้นเตอร์ที่สามารถพิมพ์อวัยวะ และพิมพ์ซ่อมแซมผิวหนัง ได้ด้วยหมึกพิมพ์ที่ทำจากเซลล์

Bio-printers
Scientists are developing 3D "bio-printers", a cutting-edge technology that will allow the creation of synthetic human tissue on demand. In the future, these machines could be used to print entire replacement organs, as well as being available for cosmetic procedures.

ดูการทำงานของเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 D


  • 11:10
การมีจำนวนประชากรที่มากอย่างเดียว ไม่ได้จะบ่งบอกว่า ประเทศนั้นจะสามารถเจริญก้าวหน้าได้รวดเร็วเหนือผู้อื่น แต่อยู่ที่ประชากรต้องมีคุณภาพต่างหาก

ในอดีตจีนเคยเป็นอณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองทั้งการค้าและวิทยาการ และก็เคยผ่านการแตกแยกเสื่อมถอยไปตามเวลา ในบางช่วงของประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันจีนกำกังจะกลับมาครองโลก จีนกำลังจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง


อดีต ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่กรุงโรม แต่ปัจจุบัน ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่จีน

กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่

นี่คือ มหานครปักกิ่ง

  • 10:44
เจ๋งมั้ย...ถนนพลังแสงอาทิตย์ สายแรกบนโลก


ถนนพลังแสงอาทิตย์ ใช้เดินทางสำหรับจักรยาน และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้

  • The world's first solar-powered road. A project creating the first solar-powered bicycle path will be officially opened in the Netherlands next week. If successful, it could be applied to 20% of the country's roads in the future.




  • 20:36
หุ่นยนต์ทำให้รูปแบบการผ่าตัดเปลี่ยนไปหรือ
(เทคโนโลยีช่วยลดภาระของแพทย์และผู้ป่วย)

เมื่อราว 10 ปีก่อนหน้านี้ ยังมีการผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีโดยต้องเปิดช่องหน้าท้องให้มีความยาวราว 20 เซนติเมตร แต่ตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1980 ได้มีการพัฒนาการผ่าตัดโดยใช้เอนโดสโคป (endoscope) การผ่าตัดแบบนี้จะเปิดหน้าท้องยาวเพียง 5 มิลลิเมตรถึง 1 เซนติเมตร ประมาณ 3 -4 แห่ง แล้วก็สอดกล้องเอนโดสโคปซึ่งเป็นกล้องขนาดเล็กเข้าไปเพื่อดูสภาพภายในช่องท้อง แล้วก็นำเอาเครื่องมือต่างๆ เช่น กรรไกรผ่าตัดขนาดเล็กและยาว มีดผ่าตัดไฟฟ้า แคลมป์ ฟอร์เซป เป็นต้น เข้าไปในช่องท้อง ทำการผ่าตัดและห้ามเลือดเหมือนกับวิธีการแบบเปิดหน้าท้องทั่วไป การผ่าตัดโดยใช้เอนโดสโคปนี้ทำให้เกิดบาดแผลบนร่างกายเพียงเล็กน้อย และทำให้ร่างกายไม่เจ็บปวดและบอบช้ำ ช่วงหลัง 10 ปีมานี้วิธีการนี้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว วิธีผ่าตัดแบบเก่า ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดอย่างน้อยถึง 1 สัปดาห์ แต่ถ้าใช้เอนโดสโคป ผู้ป่วยบางรายก็สามารถกลับบ้านได้เลยในวันรุ่งขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่น ศาสตราจารย์อิเดซึกิ ยาซึโอะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวและศาสตราจารย์ยามากาวา ทัตสึโร แห่งมหาวิทยาลัยเทเคียว ทั้งสองเป็นผู้เริ่มนำเอาวิธีผ่าตัดโดยใช้เอนโดสโคปมาใช้เป็นกลุ่มแรกๆ และวิธีนี้ก็แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับศัลยกรรมที่ใช้วิธีการดั้งเดิมในการผ่าตัดนั้นต้องใช้มือสอดเข้าไปซึ่งจะสามารถใช้ความรู้สึกสัมผัสร่วมด้วยได้ในขณะผ่าตัด แต่ถ้าใช้เอนโดสโคปซึ่งเป็นการผ่าตัดโดยไม่ได้สัมผัสผู้ป่วย ทำให้ไม่ได้ใช้สัมผัสทั้งห้าและแพทย์เองจะรู้สึกว่าการผ่าตัดอาจไม่ได้ผล เพราะต้องดูจากภาพ (monitor) ซึ่งเป็นภาพ 2 มิติ ดังนั้นจึงมีการเรียกร้องเทคโนโลยีที่สูงขึ้นในการผ่าตัด ทั่วโลกต่างก็พยายามที่จะทำการวิจัยในด้านวิศวกรรม เพื่อช่วยให้การผ่าตัดนั้นง่ายขึ้นทั้งต่อศัลยแพทย์และผู้ป่วย ความพยายามหนึ่งคือการพัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัด

ในยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้นมีบริษัทหลายแห่งที่ได้พัฒนาหุ่นยนต์ หรือมานิพูเลเตอร์ (manipulator) ขึ้นเพื่อใช้ในการผ่าตัด เทคนิคในการผ่าตัดแบบนี้ ทั้งหมดใช้การควบคุมโดยมิได้สัมผัสตัวผู้ป่วยโดยตรง ในญี่ปุ่นเองก็มีมหาวิทยาลัยและบริษัทชั้นนำต่างๆ หลายแห่งที่มีความก้าวหน้ามากในการพัฒนางานวิจัยมานิพูเลเตอร์สำหรับงานผ่าตัดด้วยเอนโด-สโคปนี้ และเรียกมานิพูเลเตอร์นี้รวมว่าคือ หุ่นยนต์ผ่าตัด หุ่นยนต์ผ่าตัดนี้ไม่ได้เหมือนหุ่นยนต์ที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือในโรงงาน ซึ่งในโรงงานนั้นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์นั้นจะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ แต่สำหรับหุ่นยนต์ผ่าตัดจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศัลยแพทย์อย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้น การทำงานของหุ่นยนต์ทั้งสองแบบจึงมีความแตกต่างกัน ไม่สามารถนำคำอธิบายหุ่นยนต์ทั่วไปมาใช้อธิบายหุ่นยนต์ผ่าตัดได้

ทุกวันนี้ การผ่าตัดตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนเสร็จสิ้นโดยใช้หุ่นยนต์ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป หุ่นยนต์ผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นได้ให้ข้อมูลมากกว่าความรู้สึกของศัลยแพทย์ การผ่าตัดมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นกว่าการใช้มือของศัลยแพทย์ และยังมีความปลอดภัยและประสบความสำเร็จสูงกว่า นั่นคือจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของการใช้งานหุ่นยนต์ผ่าตัด

ประเด็นสำคัญ
·         การเปลี่ยนจากการผ่าตัดโดยเปิดหน้าท้อง มาเป็นการใช้เอนโดสโคป ช่วยลดความบอบช้ำของผู้ป่วย
·         การพัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
A call-to-action text Contact us